Get in Touch

Edit Template

เจาะลึกความสำเร็จ กลยุทธ์ทางการตลาด ของวงการ Art toy

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการ Art Toy ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทยเอง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดที่แยบยลของแบรนด์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง POP MART บริษัท Art Toy จากจีนที่กลายเป็นผู้นำตลาดในระดับโลก วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกลยุทธ์ว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างต่อเนื่องจนอะไรก็รั้งไม่อยู่

Credit: รูปภาพจากบทความเว็บไซต์ bangkokbanksme

หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดที่ช่วยผลักดันความนิยมของ Art Toy คือ กลยุทธ์ “Blind Box”  หรือกล่องสุ่ม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “กาชาปอง” ในญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่าผู้ซื้อจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าของที่ซื้อ หรือตัวละครที่อยู่ในกล่องเป็นตัวไหน จนกว่าจะเปิดออก สิ่งนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและเพิ่มแรงจูงใจให้ลูกค้าอยากสะสมให้ครบชุด

Credit: รูปภาพจากเว็บไซต์ popmart.com

ทั้งยังมีการเพิ่มตัว Secret หรือ Rare Item (ฟิกเกอร์ที่มีจำนวนจำกัด) ทำให้เกิดกระแส “ล่าไอเทม” ซึ่งสร้างมูลค่าทางอารมณ์และกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ในบาง Collection ของ Art Toy เกิดการแย่งชิงตามหาหรือรีเซลอัพราคากันเลยทีเดียว

กลยุทธ์ต่อมาคือ การกำหนดราคาที่เข้าถึงได้และการสร้างคุณค่าผ่านงานศิลปะ

Art Toy ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่ยังเป็นงานศิลปะที่สามารถสะสมได้ POP MART ได้ใช้กลยุทธ์การตั้งราคาให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยราคาปกติของฟิกเกอร์หนึ่งตัวอยู่ที่ประมาณ 59 – 69 หยวน หรือประมาณ 300 – 400 บาท ซึ่งเป็นราคาที่จับต้องได้สำหรับนักสะสมมือใหม่ (หากไม่โดนนำไปรีเซล)

Credit: รูปภาพจากบทความเว็บไซต์ salika

นอกจากนี้ การร่วมมือกับศิลปินและนักออกแบบชื่อดัง เช่น Kenny Wong (นักออกแบบ Molly), Kasing Lung (นักออกแบบ Labubu) รวมถึงการได้รับลิขสิทธิ์จากแบรนด์ดังอย่าง Disney และ Marvel จนไปถึงการ collaboration กับแบรนด์ ศิลปิน นักออกแบบในอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงทำให้เกิดการขยายตลาดพูดถึงเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ทำให้สินค้ามีความหลากหลายและสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าหลายกลุ่มได้ อย่างเช่น  Cry baby x Powerpuff Girl

Credit: รูปภาพจากเว็บไซต์ idolzhop

และที่ทำให้กระแส Art Toy บูมจนฉุดไม่อยู่นั้น คือการเข้ามาของ Social Media และ Influencer นั้นเอง Content ก็มากขึ้น อย่างการเปิดกล่องสุ่ม ไลฟ์รีวิวโชว์ อวดคอลเลคชั่น จึงทำให้เกิดการพูดถึงแบบปากต่อปาก เมื่อคนอื่นมีแล้วตัวเองจึงเกิดความอยากได้อยากมีตามคนอื่นๆ

Credit: รูปภาพจากเว็บไซต์ popmart.com

จุดที่พีคกว่านั้นคือ การที่มีคนดังหรือดาราหลายคนก็ชื่นชอบเช่นเดียวกัน อย่างกรณีที่มีภาพ
“ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ไอดอลสาวไทย ที่โพสต์ภาพตัวเองกับลาบูบู้ (Labubu) ยิ่งทำให้ความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาการนี้สามารถเรียกว่า “Fear of missing out หรือ FOMO” เนื่องจากหลายคนกลัวที่จะตกกระแส ส่งผลให้เกิดความรู้สึกไม่อยากพลาดเทรนด์ และต้องการมี Labubu สักตัวมาไว้ครอบครอง อาการนี้นำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ราคาของ Labubu ถูกอัปราคาสูงขึ้น จากราคาหลักร้อยสู่หลักพันในชั่วพริบตา

Credit: รูปภาพจาก Story Instagram lalalalisa_m

มีนักวิเคราะห์กล่าวว่า ขนาดตลาดของเล่นศิลปะทั่วโลกมีมูลค่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 และคาดว่าจะขยายตัวที่ CAGR ที่ 15% ในช่วงระยะเวลาคาดการณ์ปี 2567-2573 และมีมูลค่าถึง 1,000 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 โดยตลาดอาร์ตทอยที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในทวีปเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป ตามลำดับ

สำหรับทวีปเอเชีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นศูนย์กลางการผลิตและสะสมอาร์ตทอยโดยเฉพาะจีนที่มีรายงานว่ามีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 87 แห่งในเมืองตงก่วน ผลิตของเล่นประเภทอาร์ตทอย สร้างมูลค่าผลผลิตทางอุตสาหกรรมกว่า 16,660 ล้านหยวน (2,479 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตจากปีก่อนหน้า 29.80%

และตลาด Art Toy ในประเทศไทย เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก ศูนย์สร้างสรรค์และการออกแบบแห่งประเทศไทย (TCDC) ระบุว่าตลาดนี้เติบโตขึ้นมากกว่า 200% ในช่วงปี 2561 – 2566 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั้งจากนักสะสมและผู้ที่มองหา Art Toy เป็นการลงทุนในอนาคต

Credit: รูปภาพจากเว็บไซต์ popmart.com

ความสำเร็จของวงการ Art Toy ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสนิยมเท่านั้น แต่เกิดจากการใช้ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ชาญฉลาด ตั้งแต่การสร้างความตื่นเต้นผ่าน Blind Box การกำหนดราคาที่เหมาะสม การสร้างประสบการณ์ที่ดึงดูดลูกค้า รวมถึงการใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย ธุรกิจ Art Toy จึงไม่ใช่แค่ของเล่น แต่กลายเป็นวัฒนธรรมและการลงทุนที่มีศักยภาพในอนาคต 

Credit: รูปภาพจากบทความเว็บไซต์ fortunetown

แล้วทุกท่าน มองภาพของวงการ Art Toy ในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรกัน?

เรียบเรียงโดย: รัชชานนท์ เฉลิมธารานุกูล (Business Hole in One Team)

ติดตามเรื่องราวสนุกๆ ความรู้ ของธุรกิจ แบรนด์ และการออกแบบกับ Business Hole in One มีเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านกันทุกสัปดาห์

About Business Hole in One

ณัฐพงศ์ ขนอม (กอล์ฟ) เป็นนักออกแบบที่เข้าใจเรื่องธุรกิจ ถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวจากประสบการณ์รวมกว่า 15 ปี จากการบริหารธุรกิจ แบรนด์ดิ้ง การตลาด งานออกแบบ เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ วิทยากร Guest Speaker และอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย

Most Recent Posts

ติดต่องาน

งานวิทยากร งานสอน งานบรรยาย สัมมนา ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ แบรนด์ และการออกแบบ

26/59 Orakarn Building Floor 16th, Soi Chidlom, Ploenchit Rd., Lumpini, Patumwan, Bangkok 10330

ติดต่องาน

งานวิทยากร งานสอน งานบรรยาย สัมมนา ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ แบรนด์ และการออกแบบ

E: businessholeinone@gmail.com

T: 082-644-1665